Moomsabuy-to-day

สวัดดีกันอีกรอบครับ...ไม่ได้อัพข้อมูลที่นี่มานานแล้วเนื้องจากย้าย ไปทำเว็บ www.moomsci.com มา...ไม่ได้ลืมคนที่นี่นะครับ...เหตุที่ย้ายก็เพราะว่าจะได้ดำเนินการได้สะดวกกว่า..ถ้าใครว่างก็แวะเข้าไปเยี่ยมเยียนได้นะคร้าบ.....

 

มาครั้งนี้อาภาพถ่ายมาให้ชมกันครับ...ถ่ายมาไม่นาน..ซึ่งภาพอาจยังไม่สอยถูกใจเท่าไหร่ ก้ขออภัยไว้ก่อนนะคร้าบ...

แล้วจะเอามาให้ชมอีกเรื่อยๆ นะคร้าบ...ไปชมกันเลยแล้วกันนะครับ...ขอเปิดด้วยภาพที่สะพานพุทธ ครับ..

01

 02

 03

04

 05

06

07

 

 08 ตั้งชื่อภาพว่า ...รอ... ครับ...

09  ตั้งชื่อภาพว่า  .... 2 เรา....

10

 

แค่นี้ก่อนนะคร้าบ...ภาพอาจจะเล็กไปถ้าใครต้องการดูภาพใหญ่ๆ ก็ตามไปที่เว็บผมได้นะคร้าบ...

ไว้จะเอามาลงให้ดูกันอีกนะคร้าบ..ชอบไม่ชอบภาพไหนก็ติชมได้เลยครับ..

edit @ 22 Feb 2009 14:07:31 by กะทะเหล็ก

  ได้ทำการย้ายเว็บไปที่  www.moomsci.com  นะครับ

 

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้อาหารหมักของไทยหลายชนิดเช่น แหนม ไส้กรอกเปรี้ยว และ ปลาร้า มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านบาทต่อปี แต่อย่างไรก็ตามยังมีอาหารหมักหลายชนิดที่ได้กล่าวมานั้นมีการผลิตโดยอาศัยความชำนาญ และอาศัยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ หรือจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในวัตถุดิบเป็นเชื้อเริ่มต้น ดังนั้นจึงพบปัญหาในเรื่องการใช้ระยะเวลานานในการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพไม่คงที่ และพบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการในผลิตภัณฑ์

ดังนั้นสถาบันทางการศึกษาและหน่วยงานของรัฐจึงได้ทำศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาต่างที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้น โดยมีแนวทางงานวิจัยที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่
1.การศึกษาวิจัยเพื่อเรียนรู้วิธีการดั้งเดิมใช้ในการทำอาหารหมักแต่ละชนิด
2 การศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และกระบวนการผลิต
3. การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์

ซึ่งในแต่ละส่วนนั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.การศึกษาวิจัยเพื่อเรียนรู้วิธีการดั้งเดิมใช้ในการทำอาหารหมักแต่ละชนิด (ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย) โดยมีจุดประสงค์ดังนี้
- เพื่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการทำด้านอาหารหมัก
- เพื่อที่จะทำให้ทราบถึง วิธีการทำ ชนิด และประเภทของอาหารที่ใช้ ในการทำรวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อทำให้ทราบว่า วิธีการทำ ชนิดและประเภทของอาหารที่ใช้ รวมถึงเครื่องเทศ เหล่านั้นมีผลต่อการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดอาหารหมักได้อย่างไร
- เพื่อที่จะทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงแต่ละขั้นตอนของอาหาร และขั้นตอนใดในกระบวนการผลิตว่ามีจุลินทรีย์ชนิดใดที่เป็นจุลินทรีย์หลัก
2. การศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และกระบวนการผลิต โดยมีจุดประสงค์ดังนี้
- เพื่อลดระยะเวลาในการผลิต
- เพื่อการผลิตในปริมาณมาก
- เพื่อควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้คงที่และได้ตามมาตรฐานที่กำหนด

ซึ่งการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และกระบวนผลิตสามารถทำได้ 2 แนวทางได้แก่ การปรับปรุงด้านจุลินทรีย์ และการปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยมีกระบวนการทำงานวิจัยที่แตกต่างกันออกไปคือ
- การปรับปรุงทางด้านจุลินทรีย์: มีงานวิจัยที่มุ่งเน้นในด้านต่างๆดังนี้
การคัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์, การปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์, การใช้เชื้อบริสุทธิ์เป็นกล้าเชื้อในการหมัก และ การผลิตกล้าเชื้อเพื่อใช้ในระดับอุตสาหกรรม
- ปรับปรุงกระบวนการผลิต: มีงานวิจัยที่มุ่งเน้นในด้านต่างๆดังนี้
การประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมช่วยในการผลิต, การควบคุมสภาวะในการหมัก, การคัดเลือกชนิดและคุณภาพวัตถุดิบ และ การหาวัตถุดิบราคาถูกทดแทน
3. การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ในส่วนนี้มีจุดประสงค์หลักคือเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันได้แก่
- การพัฒนาด้าน กลิ่น รส และเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์-
- การเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับผลิตภัณฑ์
- การหาวิธียืดอายุ/การเก็บรักษาอาหาร-
- การพัฒนาด้านระบบความปลอดภัยของอาหาร
- การปรับปรุงภาชนะบรรจุ หีบห่อ

จากที่ได้กล่าวมานั้นถ้าทำการตรวจสอบเอกสารจะพบว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารหมักของประเทศไทยในด้านต่างๆ ในจากสถาบันการศึกษา และจากหน่วยงานต่างๆที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับประเทศ และต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่ชนิด/จำนวนอาหารหมักของประเทศไทยที่ได้รับการพัฒนาในด้านกระบวนการผลิต ความเป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ความเป็นที่รู้จัก และในด้านการยอมรับ ทั้งในระดับประเทศและสากลยังมีน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนงานวิจัย ซึ่งคงจะต้องอาศัยหน่วยงานของรัฐร่วมกับสถาบันการศึกษาที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆที่ได้จากด้านงานวิจัยให้กับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ได้นั้นในการแกไขและพัฒนาอาหารหมักของไทยในระดับอุตสากรรมต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. สรุปสาระสําคัญนโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2545-2549) สํ านักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
2. ประสงค์สม ปุณยอุปพัทธ์, อดิศร เสวตวัฒน์ และวราวุฒิ ครูส่ง หลักการปฏิบัติที่ดีในการ ผลิตอาหารหมักพื้นบ้านไทย วารสารเกษตรพระจอมเกล้า คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีที่ 20 ฉบับที่ 3
3. นภา โล่ห์ทอง “กล้าเชื้ออาหารหมักและเทคโนโลยีการผลิต” ฟันนี่ พับบลิชชิ่ง,กรุงเทพฯ, 159 น.
Website อ้างอิง
1. http://www.nrct.net/index.php/member/transporent/modules.php?op=modload&name =Sections&file=index&req=viewarticle&artid=18&page=1 ภาพรวมการวิจัยของประเทศในช่วงปี 2540 – 2542 access date : 03/01/2008
------------------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.ประสงค์สม ปุณยอุปพัทธ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ที่มา http://www.foodsciencetoday.com/viewContent.php?content=textword&id=64

edit @ 1 Jul 2008 08:42:47 by กะทะเหล็ก

edit @ 29 Aug 2008 08:41:36 by กะทะเหล็ก

ตำนาน ไอศครีม

posted on 25 Jun 2008 18:10 by moomsabuy  in Moomsabuy-to-day

 ได้ทำการย้ายเว็บไปที่  www.moomsci.com  นะครับ

 

ตอนนี้ก็ถึงช่วงฤดูร้อนแล้วหลายๆท่านคงบรรเทาความร้อนด้วยการรับประทานไอศครีม วันนี้ผมจึงอยากจะนำเอาตำนานประวัติความเป็นมาของกำเนิดไอศครีมมาเล่าให้ท่านผู่อ่านได้รับทราบกันว่า ไอศครีมที่เราทานกันอยู่นั้นมีประวัติความเป็นมายาวนานเพียงได

ประวัติความเป็นมาของกำเนิดของไอศกรีมมีหลายตำนาน ตำนานแรกย้อนหลังไปสมัยศตวรรษที่ 1 จักรพรรดิเนโรห์ แห่งอาณาจักรโรมันได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่เหล่าทหารที่อยู่ในกองทัพ โดยทรงออกคำสั่งให้ทาสไปขุดน้ำแข็งจากภูเขานำมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ซึ่งต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ทหรือซอร์เบท์

อีกตำนานที่แพร่หลายมากกว่ามาจากฝั่งตะวันออกบอกว่ากลุ่มชนที่เป็นต้นกำเนิดไอศกรีมที่เก่าแก่ที่สุดคือ คนจีนโดยรู้จักการนำหิมะมาผสมกับน้ำผลไม้เมื่อราว 4 พันปีมาแล้ว ซึ่งไอศกรีมจะดูเหมือนนมขุ่นๆ แช่แข็ง ไม่ได้เป็นครีมนุ่มๆ อย่างทุกวันนี้ เนื่องจากตอนนั้นประเทศจีนเพิ่งจะเริ่มมีการรีดนมจากสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม นมจึงจัดเป็น อาหารที่มีราคาแพง พวกชนชั้นสูงจะนำนมไปหมกไว้ในหิมะเพื่อถนอมอาหารจนกลายเป็นนมแช่แข็ง หลังจากนั้นก็เริ่มพัฒนาทำน้ำผลไม้แช่แข็งรับประทานกัน พอถึงต้นศตวรรษที่ 13 ขนมแช่แข็งสารพัดชนิดก็มีวางขาย เข็นขายกันตามถนนและทุกซอกซอยทั่วกรุงปักกิ่ง ว่ากันว่าเป็นที่มาของน้ำแข็งใสในปัจจุบัน

จนปลายศตวรรษที่ 13 มาร์โคโปโลซึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตในจีนนาน 16-17 ปี ได้นำสูตรนี้กลับมาแพร่หลายในอิตาลีซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คนตะวันตกรู้จักการนำน้ำแข็งและเกลือมาเป็นส่วนผสมเพื่อทำให้เกิดความเย็น คนอิตาเลียนจึงถือว่าตนเป็นต้นตำรับไอศกรีมแบบที่นำมาปั่นให้เย็นจนแข็ง เรียกว่าเจลาติน

จากนั้นไอศกรีมเดินทางไปถึงฝรั่งเศส ในงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรส ระหว่างแคเธอรีน เดอ เมดิซี แห่งเวนิส กับว่าที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 แห่งฝรั่งเศสในปี1533 ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟของหวานแช่แข็งหลากรสแล้ว ยังมีการเสิร์ฟของหวานกึ่งแช่แข็งที่ทำจากครีมข้นหวานซึ่งมีลักษณะคล้ายไอศกรีมในปัจจุบัน

หลังจากที่หมอชาวสเปนในกรุงโรมคนหนึ่งได้พบเทคนิคพิเศษที่ว่า อุณหภูมิของ ส่วนผสมในการทำไอศกรีมแช่แข็งจะลดลงถึงจุด เยือกแข็งได้อย่างรวดเร็วขึ้น หากเติมดินประสิวลงในหิมะหรือน้ำแข็งที่อยู่รอบถัง เมื่อนั้นชาวฟลอเรนซ์จึงเป็นผู้ริเริ่มผลิตของหวานแช่แข็งที่ทำจากครีมล้วนๆ ชนิดแรกของโลก

ไอศกรีมเดินทางไปอังกฤษ จากบันทึกพบว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ทรงรับสั่งให้พ่อครัวทำไอศกรีมให้เสวยและให้เก็บเป็นความลับด้วย

ไอศกรีมข้ามไปอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนอเมริกันมาก ขนาดที่ว่า ประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน ลงทุนถึง 200 ดอลลาร์ซื้อเครื่องปั่นไอศกรีมไปทำกินเองในหน้าร้อน จากบันทึกพบว่า มีการเรียกขานคำว่า ไอศกรีม เป็นครั้งแรกในปี 1673 ตอนนั้นหน้าตาของไอศกรีมจัดเป็นประเภทเดียวกับไอซ์ทีหรือชาเย็น กับไอซ์คอฟฟี หรือกาแฟเย็น จึงตั้งชื่อคล้ายๆ กันแม้ว่าต่อมาหน้าตาของไอศกรีมจะเปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม

ในเมืองไทยไอศกรีมเข้ามาช่วงไหนไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าคงมาหลังสมัย ร.5 ซึ่งมีการผลิตนํ้าแข็งกินเอง ไอศกรีมตอนนั้น ทำจากนํ้าหวานหรือนํ้าผลไม้นำไปปั่นเย็นจนแข็ง ไม่มีนมหรือครีมผสมด้วย เรียกว่า "ไอติม" ใช้แรงคนในการปั่น โดยมีหม้อทองเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลาง 50-60 ซม.สูง 30 ซม.ภายในมีรูคล้ายลังถึงสำหรับเสียบกระบอกโลหะทรงกลมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. ภายในบรรจุนํ้าผลไม้หรือนํ้าหวาน กระบอกนี้คือแม่พิมพ์ที่ทำให้ไอติมเป็นแท่ง

ต่อมาบริษัทป๊อบผู้ผลิตไอศกรีมตราเป็ด ซึ่งเป็นผู้ผลิตไอศกรีมรายแรกของเมืองไทย ได้สั่งซื้อเครื่องทำไอศกรีมจากต่างประเทศ มาผลิตไอศกรีมได้ครั้งละมาก ๆ เน้นความสะอาดและคุณภาพ ทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและมีการพัฒนาเป็นไอศครีมที่มีรูปร่างและรสชาติหลากหลายจนถึงปัจจุบัน
------------------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย แมวเหมียว

 

ที่มา  http://www.foodsciencetoday.com/viewContent.php?content=textword&id=55

edit @ 1 Jul 2008 08:43:41 by กะทะเหล็ก