ได้ทำการย้ายเว็บไปที่ www.moomsci.com
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ครับ
ดร. อรสา อ่อนจันทร์
นักวิทยาศาสตร์
กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
คำถามประจำวันสำหรับเด็ก คือ “วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง?” แต่คำถามประจำวันสำหรับผู้ใหญ่ในยุคนี้ คือ “วันนี้ราคาน้ำมันเป็นเท่าไหร่?” ภาพที่คุ้นตาทุกท่านเป็นอย่างดีทีเดียว คือ ปั๊มน้ำมันที่มีรถต่อคิวกันยาวเหยียดในตอนเย็น (จนล้นบริเวณปั๊ม) เมื่อมีข่าวว่าพรุ่งนี้ตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกาเป็นต้นไป ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีก 40 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งในบางช่วงนั้นเราได้ยินข่าวนี้เกือบทุกสัปดาห์เลยทีเดียว แย่ไปกว่านั้นอาจเป็นสองครั้งในบางสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ
ทั้งนี้เป็นเพราะเชื้อเพลิงที่ประเทศไทยใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงเป็นน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งราคาจะแปรผันตามสภาวะของตลาดน้ำมันโลก (เดี๋ยวขึ้น...เดี๋ยวลง) แน่นอนที่สุด ประเทศไทยไม่มีความสามารถ ที่จะควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันได้ ซึ่งรัฐบาลเองก็พยายามรณรงค์ให้คนไทยใช้น้ำมันอย่างประหยัดให้มากที่สุด เชื่อแน่ว่าทุกคนคงมีคำถามอยู่ในใจว่า “นี่เราไม่มีทางเลือกอื่นๆ
แล้วเหรอเนี่ย? หรือคนไทยอย่างเราๆ จะต้องอยู่ในสภาวะจำยอมอย่างนี้หรือ?”
นับว่าเป็นความโชคดีที่คนไทย ยังมีทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิง จากต่างประเทศได้นั่นคือ การนำก๊าซธรรมชาติ (จากแหล่งอ่าวไทย) มาใช้ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ไม่สร้างมลพิษให้กับสภาพแวดล้อม รวมทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้น้ำมันเสียอีกนะค่ะ
เรามารู้จักก๊าซธรรมชาติกันเถอะ!
ก๊าซธรรมชาติ คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอน และสิ่งเจือปนต่างๆในสภาวะก๊าซ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบในธรรมชาติ ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน เป็นต้น สิ่งเจือปนอื่นๆที่พบในก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไดซัลไฟด์ ฮีเลียม ไนโตรเจนและไอน้ำ เป็นต้น การที่ก๊าซธรรมชาติได้ชื่อว่าเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเนื่องจากเป็นสารที่มีส่วนประกอบของอะตอม 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน (H) กับ คาร์บอน (C) รวมตัวกันในสัดส่วนของอะตอมที่ต่างๆกัน โดยเริ่มตั้งแต่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันดับแรกที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอม กับ ไฮโดรเจน 4 อะตอม มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า "ก๊าซมีเทน"
ก๊าซธรรมชาติ ที่ได้จากแต่ละแหล่งอาจประกอบด้วยก๊าซมีเทนล้วนๆ หรืออาจจะมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆปนอยู่บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ แต่ละแห่งเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซธรรมชาติจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนตั้งแต่ 70 เปอร์เซนต์ขึ้นไป และมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นปนอยู่บ้าง ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยมีเทนและอีเทนเกือบทั้งหมด เรียกว่า “ก๊าซแห้ง (dry gas)” แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติใดมีพวก โพรเพน บิวเทน และพวกไฮโดรคาร์บอนเหลว หรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ เช่น เพนเทน เฮกเทน ฯลฯ ปนอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เรียกก๊าซธรรมชาตินี้ว่า “ก๊าซชื้น (wet gas)”
ก๊าซธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยมีเทนหรืออีเทน หรือที่เรียกว่าก๊าซแห้งนั้น จะมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ ดังนั้น การขนส่งจึงจำเป็นต้องวางท่อส่งก๊าซ ส่วนก๊าซชื้นที่มีโพรเพนและบิวเทน ซึ่งทั่วไปมีปนอยู่ประมาณ 4 – 8 เปอร์เซ็นต์ จะมีสถานะเป็นก๊าซ ที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เช่นกัน เราสามารถแยกโพรเพน และบิวเทน ออกจากก๊าซธรรมชาติได้ แล้วบรรจุลงในถังก๊าซ เรียกก๊าซนี้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas หรือ LPG ซึ่งก็คือ ก๊าซหุงต้มที่เราใช้กันในครัวที่บ้านนั่นเอง)
ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ ซึ่งเรียกกันว่า "คอนเดนเซท" (Condensate) คือ พวกไฮโดรคาร์บอนเหลว ได้แก่ เพนเทน เฮกเซน เฮปเทน และอ๊อกเทน ซึ่งมีสภาพเป็นของเหลว เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อ บนแท่นผลิต สามารถแยกออกจากก๊าซธรรมชาติ ได้บนแท่นผลิต การขนส่งอาจลำเลียงทางเรือหรือส่งไปตามท่อได้
องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ
(ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ ไฮโดรคาร์บอน เช่น น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
อยู่ด้านล่างของภาพ)
ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ?
ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากการสะสมและทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปี ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก จนซากสัตว์และซากพืชหรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด เราจึงเรียกเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิล
ในทางวิทยาศาสตร์ เรารู้กันดีว่า ต้นพืชและสัตว์ รวมทั้งคน ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ มากมาย เซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและธาตุคาร์บอนเป็นหลัก เวลาซากสัตว์และซากพืชทับถม และเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน พวกนี้จึงมีองค์ประกอบ ของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อนำไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้มาเผา จะให้พลังงานออกมาแบบเดียวกับที่เราเผาฟืน เพียงแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ให้ความร้อนมากกว่า
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/322
edit @ 1 Jul 2008 08:38:53 by กะทะเหล็ก
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.moomsci.com ครับ
วันเชิญ โพธาเจริญ และ สุวนีย์ ชุณหเมธา
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จุลินทรีย์เป็นคำเรียกรวมๆ ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์เป็นเครื่องมือช่วยในการมองเห็น ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย
ยีสต์ รา โปรโตซัว สาหร่าย และไวรัส จุลินทรีย์มีอยู่ทั่วไปทั้งในน้ำ ในดิน ในอากาศ ในอาหาร ในร่างกายของคน สัตว์ รวมถึงในส่วนต่าง ๆ ของพืชด้วยเมื่อเปรียบกับฝุ่นละอองหรือเม็ดทรายละเอียดที่ลอยอยู่ในอากาศเราจะมองไม่เห็นจนกว่ามันจะมากองรวมกันเป็นจำนวนมาก เราจึงบอกได้ว่านี่คือกองฝุ่น และนั่นคือกองทราย เช่นเดียวกัน เราอาจจะมองเห็นกลุ่มก้อนของจุลินทรีย์เมื่อมันอยู่รวมกัน เรามองเห็นราดำที่ขึ้นบนแผ่นขนมปังหรือราสีแสดบนซังข้าวโพด
หรือจุดสีดำที่กระจายอยู่บนเนื้อผ้าที่เปียกชื้นกองทับกันเป็นเวลานาน
กล่าวกันว่าจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลก เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันได้สร้างบรรยากาศและสภาพบนพื้นผิวโลกที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เกิดตามมาเช่น พืช สัตว์ และคน
เรื่องราวเกี่ยวกับจุลินทรีย์มีทั้งให้ประโยชน์และเกิดโทษ ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับจุลิน-ทรีย์นั้น อันดับแรกเกิดจากความต้องการที่จะควบคุมหรือกำจัดในกรณีที่มันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคและการเน่าเสียของอาหาร ต่อมาพบว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายทาง เช่น เป็นผู้ผลิตอาหารที่มีคุณค่า ช่วยในการถนอมรักษาอาหาร ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ช่วยทำลายเชื้อโรค นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดของเสีย ทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดสมดุล
ทำให้โลกสะอาด จุลินทรีย์จำนวนมากถูกนำออกมาจากธรรมชาติเพื่อศึกษาในห้องทดลอง ผลจากการศึกษาทำให้ได้พบสิ่งใหม่ๆ ตัวอย่าง เช่น พบจุลินทรีย์พันธุ์ใหม่ พบจุลินทรีย์สร้างยารักษาโรค ผลิตสารช่วยย่อย เป็นปุ๋ยพืช สร้างสารฆ่าแมลง ผลิตสารเคมี กำจัดโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
จุลินทรีย์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งมีค่าที่ควรเก็บรักษาไว้สำหรับใช้ประโยชน์ในอนาคต การรวบรวมและเก็บรักษาจุลินทรีย์ที่สำคัญเหล่านี้จึงเป็นที่มาของ “ธนาคารจุลินทรีย์”
ธนาคารจุลินทรีย์ คือ สถานที่หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการรับฝาก เก็บรักษาและดูแลจุลินทรีย์มีกิจกรรมและความรับผิดชอบเช่นเดียวกับธนาคารทั่วไปคือให้บริการในการรับฝากและดูแลรักษาสิ่งที่มีค่าของผู้ฝาก (เงิน/จุลินทรีย์)รวมทั้งให้บริการในการจัดหาจุลินทรีย์แก่ลูกค้า (นักศึกษา นักวิจัยและประชาชน) ความแตกต่างของธนาคารจุลินทรีย์กับธนาคารทั่วไปคือสิ่งที่รับฝากเก็บเป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กมากที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะด้านในการตรวจสอบ และให้การดูแลรักษาเป็นพิเศษเพื่อให้อยู่ในสภาพที่มีชีวิตเสมอ และมีคุณสมบัติเหมือนเดิมที่เคยอยู่ตามธรรมชาติอีกทั้งต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือเกิดการปนเปื้อนระหว่างที่อยู่ในธนาคาร
เทคนิคเฉพาะด้านที่ใช้ในการเก็บรักษา
จุลินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในสากลได้แก่ การเก็บรักษาในสภาพแช่เยือกแข็งที่อุณหภูมิระหว่าง –130 ถึง –170 องศาเซลเซียส (ในถังไนโตรเจนเหลว)หรือในหลอดสภาพแห้งแบบไร้อากาศ (freeze-dry) ที่อุณหภูมิ 4-10 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูลักษณะจุลินทรีย์แต่ละชนิดจะเป็นผู้กำหนดวิธีการและขั้นตอนต่างๆโดยคำนึงถึงการรอดชีวิตของจุลินทรีย์เป็นหลัก
ธนาคารจุลินทรีย์มีระบบการทำงานที่คล้ายคลึงกับระบบของธนาคารทั่วไปคือก่อนการรับฝากเก็บจุลินทรีย์ จะมีการตรวจสอบความถูกต้องไม่รับเก็บจุลินทรีย์ปลอม (มีลักษณะที่ไม่ตรงกับชื่อ) เช่นเดียวกับธนาคารที่ไม่รับฝากธนบัตรปลอมต้องมีหลักฐานแสดงความสำคัญของจุลินทรีย์ที่นำมาฝากเก็บที่สามารถพิสูจน์ได้
จากหลักฐานที่ปรากฏธนาคารจุลินทรีย์แห่งแรกถูกจัดตั้งขึ้นเมือปีพ.ศ.2433 ในกรุงปราก
ประเทศเชคโกสโลวาเกีย โดย ดร.คราล ผู้ที่มองเห็นการณ์ไกลที่จุลินทรีย์จะมีบทบาทและความสำคัญต่อเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติในอนาคต หลังจากนั้นอีกไม่นานประเทศต่างๆในโลกเริ่มทยอยกันจัดตั้งธนาคารจุลินทรีย์ขึ้น เช่นประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2446 ตามด้วยอเมริกาเมื่อพ.ศ.2447 จนกระทั่งปัจจุบัน มีธนาคารจุลินทรีย์ทั้งหมดเกือบ 500 แห่ง จาก 58 ประเทศทั่วโลก
ส่วนใหญ่ประเทศที่มีความก้าวและทันสมัยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะให้ความสำคัญต่องานเก็บรักษาจุลินทรีย์หรือธนาคารจุลินทรีย์ โดยการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและกำลังคนและเป็นการสนับสนุนแบบต่อเนื่อง เช่นในปีพ.ศ.2541 ประเทศอังกฤษจัดสรรงบประมาณ 80ล้านบาท สำหรับการพัฒนาธนาคารจุลินทรีย์แห่งชาติให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 3 ปี และที่อังกฤษอีกเช่นกัน จะมีห้องนิรภัยสำหรับเก็บจุลินทรีย์ที่สำคัญซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ขึ้น จุลินทรีย์เหล่านี้จะปลอดภัยจากการถูกไฟครอก ในประเทศไทย มีองค์กรหลายแห่งที่ศึกษาและรวบรวมจุลินทรีย์ไว้ ส่วนมากจะเก็บไว้ใช้ในงานสอนและงานวิจัยในองค์กรของตนเองมีเพียงไม่กี่แห่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นธนาคารจุลินทรีย์ให้บริการต่อสาธารณะ แต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อการศึกษา หน่วยงานเหล่านี้ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และกรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตั้งแต่ปีพ.ศ.2543 ไบโอเทคได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้โดยให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์ของประเทศ (ธนาคารจุลินทรีย์) ระหว่างหน่วยงานที่กล่าวถึงข้างต้น เพื่อทำหน้าที่ในการเก็บรักษาและดูแลจุลินทรีย์ของประเทศที่ต่างชนิดกัน โดยที่ศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์ไบโอเทค (ธนาคารจุลินทรีย์) ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขานุการของเครือข่าย ในปัจจุบันนี้มีจุลินทรีย์ที่เก็บรักษาในธนาคารจุลินทรีย์ของไบโอเทคมากกว่า20,000 ตัวอย่าง สามารถจำแนกได้แล้ว 1,100 ชนิด (species) และ 783 สกุล (Genera) ทั้งนี้ศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์ไบโอเทคให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน ในการนำจุลินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการอุตสาหกรรมสาธารณสุข เกษตร และสิ่งแวดล้อม
เอกสารนี้เผยแพร่ใน
- คอลัมน์ “นวัตกรรม” หนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 2549
- http://www.biotec.or.th/biotechnology-th/newsdetail.asp?id=1849
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/35939
edit @ 24 Jun 2008 17:08:22 by กะทะเหล็ก
สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.moomsci.com ครับ
ผู้เขียน: ไข่ต้มร้อนๆ (ศุภเสกข์ ศรจิตติ)
ปัจจุบัน สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด อาทิเช่น โรคเลือดต่างๆ โรคทางพันธุกรรมบางชนิด และยังมีการทดลองนำไปใช้รักษาโรคมากมายที่การแพทย์ปัจจุบันยังรักษาได้ไม่ดีพอ เช่น โรคทางระบบประสาท โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคตับ และอื่นๆอีกมากมาย แต่การจะนำเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้นั้น นักวิจัยและแพทย์จำเป็นที่จะต้องรู้คุณสมบัติพื้นฐานของเซลล์ต้นกำเนิด และข้อที่ต้องคำนึงต่างๆเพื่อความปลอดภัย และถูกต้องในการนำไปใช้
การเลือกใช้เซลล์ต้นกำเนิด และสิ่งที่ควรคำนึง
1. ชนิดของเซลล์ต้นกำเนิด นักวิจัยหรือแพทย์จะต้องคำนึงถึงข้อดี ข้อเสีย ของการเลือกใช้ระหว่าง เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน (Embryonic Stem Cell, ES) กับเซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย (Adult Stem Cell, AS) ซึ่งการนำไปใช้นั้นเราอาจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มจำนวน รวมถึงการที่มันจะกลายเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆที่เราไม่ต้องการ และอาจเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งตามมาในอนาคตหลังจากการปลูกถ่ายได้
หากเราเลือกใช้ เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัยแล้ว ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเซลล์ชนิดต่างๆก็จะน้อยกว่าการใช้ ES แต่โอกาสในการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งก็จะน้อยกว่าตามไปด้วย นอกจากนี้การเลือกใช้ AS จะต้องคำนึงถึงชั้นที่เป็นต้นกำเนิด (Germ layer) ของ AS เพื่อประสิทธิผลในการนำไปใช้
2. ชั้น Germ layer เป็นที่รู้กันดีว่า germ layer ประกอบด้วย 3 ชั้น คือ Ectoderm , Mesoderm และ Endoderm ดังนั้นเซลล์ที่มาจากชั้นเดียวกันย่อมมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ในชั้นนั้นๆได้ง่ายกว่า เช่น เรารู้ว่า ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่มาจากชั้น Ectoderm ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากผิวหนังก็ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเซลล์อื่นๆที่อยู่ในชั้น Ectoderm ได้ เมื่อถูกเหนี่ยวนำและให้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับเซลล์ที่เราต้องการให้มันเป็น เช่นเซลล์ต้นกำเนิดจากผิวหนังเปลี่ยนให้เป็นเซลล์ประสาท เซลล์ต้นกำเนิดจากตับอ่อนเปลี่ยนให้เป็นเซลล์ตับ เป็นต้น
กรณีนี้จะยกเว้นการใช้ Mesenchymal stem cell (MSC) เนื่องจาก MSC นั้นจะมีคุณสมบัติที่อยู่เหนือ Germ layer ทั้ง 3 ชั้นจึงมีโอกาสพัฒนากลายเซลล์ต่างๆได้ง่ายกว่าเซล์ต้นกำเนิดอื่นๆ
3. การเลือกบริเวณที่จะเก็บเซลล์ต้นกำเนิด Adult Stem Cell สามารถเก็บได้จากหลายที่ เช่น เลือด (Peripheral blood),ไขกระดูก (Bone Marrow) , ไขมัน (Fat tissue) , เลือกจากสายสะดือ (Cord blood) , ฟันน้ำนม (Baby teeth) เป็นต้น ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเซลล์ต้นกำเนิดชนิดเดียวกันก็จริง แต่อาจให้ผลในการปลูกถ่ายที่แตกต่างกัน เช่น เซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันบริเวณสะโพกจะพัฒนาไปเป็นเซลล์กระดูกได้ดีกว่าเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันที่ได้จากหน้าท้องเป็นต้น
รูปแสดงการทดลองเพาะเซลล์กระดูกเป็นเวลา 3 สัปดาห์จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน โดยเปรียบเทียบระหว่างไขมันจากหน้าท้อง และไขมันจากสะโพก โดยการดูจาก Alkaline phosphatase-positive colony-forming unit (CFU-AP) , (Cytotherapy (2007) Vol. 9, No. 5, 459_ 467)
4. การเลือกวิธีการเก็บเซลล์ต้นกำเนิด (Procedure) หากเซลล์ต้นกำเนิดที่เราต้องการเก็บอยู่ในเนื้อเยื่อที่ยังต้องมีการแยกอีกทีหนึ่ง เช่น ไขมัน การเลือกวิธีการเก็บ เช่น การใช้เข็มเจาะดูดไขมัน การใช้เครื่องอัลตราโซนิกดูดไขมัน การผ่าตัดเอาชิ้นไขมัน วิธีเหล่านี้จะมีผลต่อเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในไขมันทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าตัวเซลล์ไขมันจะไม่แตกก็ตาม
5. ความจำเป็นในการใช้ยากระตุ้นการหลั่งของเซลล์ต้นกำเนิด (Mobilization) เซลล์ต้นกำเนิดนั้นจะพบมากในเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีนิวเคลียสเดียว หรือที่เรียกว่า Mononuclear cell (MNC) แต่ใน MNC นี้ก็จะประกอบไปด้วยเซลล์ชนิดต่างๆ 7 ชนิด คือ T cell , B cell , Macrophage, Dendritic cell, NK cell, Monocyte และ Stem cell และเซลล์ต้นกำเนิดจะอยู่ในรูปของตัวอ่อนของ MNC ดังนั้นการกระตุ้นการหลั่งของเซลล์ต้นกำเนิดจึงสำคัญมาก ปัจจุบันการเลือกใช้ยากระตุ้นการหลั่งของสเต็มเซลล์จากไขกระดูกไปสู่กระแสเลือด เรานิยมใช้ยากระตุ้นการหลั่งของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Granulocyte Colony Stimulating Factor (G-CSF) และ Granulocyte Macrophage Colony Stimulating Factor (GM-CSF) ซึ่งผลของ G-CSF ดีกว่า GM-CSF และการแบ่งยาฉีดออกเป็น
2 ครั้งต่อวัน จะได้ผลที่ดีกว่าฉีดวันละครั้งในขนาดยาที่เท่ากัน นอกจากนี้แพทย์ควรศึกษาผลข้างเคียงของการใช้ยานี้ รวมถึงประเมินสภาพผู้ป่วย โดยเฉพาะอวัยวะที่ผลิตเลือด เช่น ม้าม และไขกระดูก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากยา รวมทั้งจำเป็นที่จะคอยตรวจระดับเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อปรับโดสยา และไม่ให้สูงจนเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อตัวผู้ป่วย
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/33995