เขาค้อ ดินแดนที่ได้ชื่อว่า สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย
posted on 05 Jan 2007 12:44 by moomsabuyเขาค้อ ดินแดนที่ได้ชื่อว่า สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย
ภูพ่อบท...กับการท่องเที่ยวที่น่าจดจำ
ที่จะกล่าวนี้เป็นบทความที่คัดลอกมาอีกทีนะครับโดยขอบคุณ นายยอร์คครับ เดี๋ยววันหลังจะรูปที่ผมไปเที่ยวมาลงให้นะครับ

คลับเฮ้าส์นั้นโปร่งโล่งลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา ยามเย็นและกลางคืน จะหนาวยะเยียบหรือแม้แต่
กลางวันที่แดดร้อนเปรี้ยง ก็ยังต้องคว้าเสื้อกันหนาวตัวหนามาสวมใส่กันลมเย็น สัมผัสความเหน็บ
หนาวที่ ภูพ่อบท เขาค้อ ดินแดนที่ได้ชื่อว่า สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย
ทางหลวงหมายเลข 21 พาทีมของเราไปถึงเมืองมะขามหวาน เพชรบูรณ์ รถเข้าเขตอำเภอหล่มสัก
ก็บ่ายตะวันคล้อยแล้ว
แยกซ้ายจากอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง มุ่งหน้าพิษณุโลก ต้องผ่านเขาค้อ แม้จะหวาดหวั่นกับเส้น
ทางข้ามภูเขาอยู่บ้าง แต่จากสภาพทางที่ดี ก็ทำให้พอเบาใจได้
ขึ้นเขามาระยะทาง 30 กิโลเมตรถึงบ้านแคมป์สน ผ่านไร่ บี.เอ็น. ที่เลื่องชื่อในอดีตไปเล็กน้อย
พวกเราแยกซ้ายใช้เส้นทาง รพช. สายบ้านดอนหาด-เขาค้อ ลัดเลาะไปตามไหล่เขา
ตลอดเส้นทางไม่กี่กิโลฯช่วงนั้น เราหยุดรถบันทึกภาพดินแดนที่ได้ชื่อว่า สวิสเซอร์แลนด์
เมืองไทย หลายครั้งหลายครา
แดดบ่ายแก่ ตะวันคล้อยต่ำ เตรียมจะละเหลี่ยมเขา ที่สลับทิวซับซ้อน ไกลสุดลูกหูลูกตา ราวกับ
ว่าดินแดน เขาค้อแห่งนี้จะไม่มีพื้นราบมาแทรกกลาง
จากแยกเขาทาง รพช. มาไม่ถึง 5 นาที ป้ายทางเข้า ภูพ่อบท ปักบอกจุดหมายปลายทางของ
พวกเราอยู่ปากทางเล็กๆที่แยกซ้ายลัดเลาะไหล่เขาไปอีกประมาณ 500 เมตร
ความเหน็ดเหนื่อยที่เดินทางมา 5 ชั่วโมง จาก กทม. หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเนินเขาเบื้องหน้านั้น
ปรากฏภาพของรีสอร์ทสวย เรียงตัวลดหลั่นตามระดับความสูงของไหล่เหลี่ยมเขา

บ้านไม้ที่ผสมผสานกับการก่ออิฐถือปูน ตกแต่งผิวด้วยหินสีเข้มดูโดดเด่น และกลมกลืนกับ
บรรยายกาศ แวดล้อมด้วยสีสันตระการตาของมวลไม้ดอกสารพัดพันธุ์ ที่บานโฉมอวดกลิ่นแย่ง
กันต้อนรับผู้มาเยือน
แม้จุดเริ่มต้นของคนตระกูล อุทัยวงศ์ จะไม่ได้มาจากการมีพื้นฐานด้านธุรกิจให้บริการที่พัก
แต่ความเรียบง่ายที่จริงใจต่อผู้มาเยือน ก็ทำให้ภูพ่อบทแห่งนี้ อบอุ่นด้วยการต้อนรับ และประทับ
ใจกว่าโรงแรม 5 ดาว อีกหลายต่อหลายที่ในโลก
พ่อบท คือ พ่อของตระกูล ที่ลูกและหลานต่างรักเคารพ ในความเมตตาและเป็นเสมือนจุดรวม
ใจของตระกูล ความปรารถนาในการให้ลูกหลานได้รักใคร่ปองดอง คือสิ่งที่พ่อบทอยากได้จาก
ลูกหลานเป็นเครื่องตอบแทนในวัยชรา
ดินเชิงเขาในอำเภอเขาค้อแห่งนี้ พ่อบทได้หักร้างถางพง เพื่อใช้เป็นที่ทำมาหากินเลี้ยงลูกหลาน
ด้วยการทำไร่ลิ้นจี่ และปลูกพืชต่างๆมาแต่ยังมีเรี่ยวแรงดี
จนเข้าสู่วัยที่ควรพักผ่อน ที่ดินผืนงามแห่งนี้จึงได้มอบให้เป็นมรดกร่วมกันของตระกูล ที่ลูกหลาน
สามารถมาใช้เป็นศูนย์รวม ร่วมพบปะกันยามกลับมาเยี่ยมบ้าน
นั่นจึงเป็นการก่อกำเนิดของรีสอร์ทงาม นามภูพ่อบทแห่งนี้ เพราะด้วยลูกหลานต่างก็มีภาระการ
งานทำ จึงไม่สามารถสืบต่องานการเกษตรกรรมที่เคยเป็นของพ่อบทได้
เริ่มต้นจากการตัดสินใจปลูกบ้านคนละหลัง 5 คน แต่ด้วยแบบบ้านเดียวกัน และพี่น้องต่างก็ลงขัน
รวมเงินกันสร้างคลับเฮ้าส์ ห้องครัว ห้องน้ำส่วนกลางขึ้นมาเพิ่ม
คลับเฮ้าส์นั้นโปร่งโล่งลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา ยามเย็นและกลางคืน จะหนาวยะเยียบหรือแม้แต่
กลางวันที่แดดร้อนเปรี้ยง ก็ยังต้องคว้าเสื้อกันหนาวตัวหนามาสวมใส่กันลมเย็น
ถัดระดับล่างลงไปมีบันไดเล็กๆไปสู่ลานกว้างที่ใช้พักผ่อน ชมวิว และผู้มาเยือนหลายคนขอใช้เป็น
ลานกลางเต็นท์ดื่มด่ำไอเย็นแห่งขุนเขาให้ชุ่มฉ่ำใจ
มองกลับขึ้นไปภาพของคลับเฮ้าส์เด่นตระหง่าน มีชื่อ เรือนบุญชื่น ติดไว้เป็นการอาลัยถึง
แม่บุญชื่น คู่ชีวิตของพ่อบท ที่จากครอบครัวนี้ไปก่อนหน้า
กลุ่มดอกไม้หลากสี ส่งกลิ่นอ่อนๆโชยมาเตะจมูก เสมือนอยู่ท่ามกลางสปาชั้นดีที่ใช้อโรมาเธอราปี
ีสูตรลับสุดยอด ช่วยให้ผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้ม จนต้องถูกสะกดให้อยู่นิ่งๆ เพื่อสูดหายใจลึก
หมายจะกอบโกยเอากลิ่นนั้นไว้ในร่างกายให้เนิ่นนาน
มื้อเย็นวันแรกเราได้รับการต้อนรับด้วยอาหารพื้นบ้าน ที่ถูกปรุงจากพืชผักต่างๆรอบๆบริเวณภู
พ่อบท
ยอดฟักแม้ว หรือมะระหวานที่คนกรุงรู้จักกันดี ผัดกับน้ำมันงา โชยกลิ่นต้องจมูกให้รีบตักเป็นช้อน
แรก ความหวานกรอบของยอดฟักแม้ว ทำให้รู้ได้ทันทีว่าสดมากเหมือนกับเพิ่งเด็ดจากต้นโยนลง
กระทะ
เราไม่ได้เข้าใจผิด เพราะอาจารย์สงกรานต์ เจ้าของท่านหนึ่ง ผู้ดูแลภูพ่อบท ได้ชี้ให้เราดูกลุ่มไม้
ใหญ่ที่เชิงเขา ซึ่งเป็นที่มาของฟักแม้วยอดงามปลอดสารพิษในจานนั้น
ที่เชิงเขานั้นเป็นพื้นที่ของไร่ลิ้นจี่ และไร่ฟักแม้ว ที่ปัจจุบันหลานคนหนึ่งเป็นผู้ปลูกขาย ทำรายได้
ดี และยังมียอดมาไว้ต้อนรับผู้มาเยือนที่ติดใจรสชาติ ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านอยู่เสมอ
นอกเหนือจากยอดฟักจานโปรดของพวกเราแล้ว หัวปลีจากกล้วยป่าต้มกะทิ แกงอ่อม หรือแม้แต่
สูตรน้ำพริกมะเขือที่ดูง่ายๆ ใช้มะเขือมะตำเละๆไม่เห็นเครื่องปรุง แต่รสชาติยามจิ้มกับข้าวเหนียว
ช่างต่างกับหน้าตาสีสันโดยสิ้นเชิง
3 วันของพวกเราหมดไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามีใครมาเร่งเวลา แม้ว่าจะมีที่เที่ยวในบริเวณใกล้
เคียงอีกมากมายหลายแห่ง แต่ทุกวันที่ตื่นเช้ามานั่งดูแสงแดดพาดผ่านทิวเขา สลับไปมานับร้อย
ลูก ความเขียวของทุ่งหญ้า ที่สลับกับไม้ใหญ่ปะปรายของภูเขาในบริเวณนี้
อากาศเย็น และลมแผ่วๆ ที่รู้สึกได้ว่าอากาศบริสุทธิ์คืออะไร ต่างสะกดพวกเราให้นั่งอ่านหนังสือ
ในเรือนบุญชื่นได้ทั้งวันโดยมิรู้เบื่อ
มารู้ตัวอีกทีเมื่อถึงเวลาต้องเดินทางกลับ แม้จะอาลัย แต่ก็ต้องตัดใจด้วยกลัวตกงาน นั่งรถจากมา
ด้วยรู้สึกหวั่นๆว่า เมื่อถึงกรุงเทพฯ ปอดของพวกเรา จะยังยอมรับอากาศกรุงเทพฯได้หรือเปล่า....



ติดตามต่ฉบับหน้าครับ
จบแว้วว......
edit @ 2007/01/05 12:53:51








edit @ 2007/01/05 15:48:55

อาหารไม่แพง ที่พักสบายมาก
ความจริงผมไปมา 3 ครั้งแล้วละครับ
#1 By กะทะเหล็ก on 2007-01-05 12:56