ได้ทำการย้ายเว็บไปที่ www.moomsci.com นะครับ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้อาหารหมักของไทยหลายชนิดเช่น แหนม ไส้กรอกเปรี้ยว และ ปลาร้า มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านบาทต่อปี แต่อย่างไรก็ตามยังมีอาหารหมักหลายชนิดที่ได้กล่าวมานั้นมีการผลิตโดยอาศัยความชำนาญ และอาศัยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ หรือจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในวัตถุดิบเป็นเชื้อเริ่มต้น ดังนั้นจึงพบปัญหาในเรื่องการใช้ระยะเวลานานในการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพไม่คงที่ และพบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการในผลิตภัณฑ์
ดังนั้นสถาบันทางการศึกษาและหน่วยงานของรัฐจึงได้ทำศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาต่างที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้น โดยมีแนวทางงานวิจัยที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่
1.การศึกษาวิจัยเพื่อเรียนรู้วิธีการดั้งเดิมใช้ในการทำอาหารหมักแต่ละชนิด
2 การศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และกระบวนการผลิต
3. การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์
ซึ่งในแต่ละส่วนนั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.การศึกษาวิจัยเพื่อเรียนรู้วิธีการดั้งเดิมใช้ในการทำอาหารหมักแต่ละชนิด (ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย) โดยมีจุดประสงค์ดังนี้
- เพื่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการทำด้านอาหารหมัก
- เพื่อที่จะทำให้ทราบถึง วิธีการทำ ชนิด และประเภทของอาหารที่ใช้ ในการทำรวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อทำให้ทราบว่า วิธีการทำ ชนิดและประเภทของอาหารที่ใช้ รวมถึงเครื่องเทศ เหล่านั้นมีผลต่อการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดอาหารหมักได้อย่างไร
- เพื่อที่จะทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงแต่ละขั้นตอนของอาหาร และขั้นตอนใดในกระบวนการผลิตว่ามีจุลินทรีย์ชนิดใดที่เป็นจุลินทรีย์หลัก
2. การศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และกระบวนการผลิต โดยมีจุดประสงค์ดังนี้
- เพื่อลดระยะเวลาในการผลิต
- เพื่อการผลิตในปริมาณมาก
- เพื่อควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้คงที่และได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
ซึ่งการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และกระบวนผลิตสามารถทำได้ 2 แนวทางได้แก่ การปรับปรุงด้านจุลินทรีย์ และการปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยมีกระบวนการทำงานวิจัยที่แตกต่างกันออกไปคือ
- การปรับปรุงทางด้านจุลินทรีย์: มีงานวิจัยที่มุ่งเน้นในด้านต่างๆดังนี้
การคัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์, การปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์, การใช้เชื้อบริสุทธิ์เป็นกล้าเชื้อในการหมัก และ การผลิตกล้าเชื้อเพื่อใช้ในระดับอุตสาหกรรม
- ปรับปรุงกระบวนการผลิต: มีงานวิจัยที่มุ่งเน้นในด้านต่างๆดังนี้
การประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมช่วยในการผลิต, การควบคุมสภาวะในการหมัก, การคัดเลือกชนิดและคุณภาพวัตถุดิบ และ การหาวัตถุดิบราคาถูกทดแทน
3. การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ในส่วนนี้มีจุดประสงค์หลักคือเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันได้แก่
- การพัฒนาด้าน กลิ่น รส และเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์-
- การเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับผลิตภัณฑ์
- การหาวิธียืดอายุ/การเก็บรักษาอาหาร-
- การพัฒนาด้านระบบความปลอดภัยของอาหาร
- การปรับปรุงภาชนะบรรจุ หีบห่อ
จากที่ได้กล่าวมานั้นถ้าทำการตรวจสอบเอกสารจะพบว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารหมักของประเทศไทยในด้านต่างๆ ในจากสถาบันการศึกษา และจากหน่วยงานต่างๆที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับประเทศ และต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่ชนิด/จำนวนอาหารหมักของประเทศไทยที่ได้รับการพัฒนาในด้านกระบวนการผลิต ความเป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ความเป็นที่รู้จัก และในด้านการยอมรับ ทั้งในระดับประเทศและสากลยังมีน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนงานวิจัย ซึ่งคงจะต้องอาศัยหน่วยงานของรัฐร่วมกับสถาบันการศึกษาที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆที่ได้จากด้านงานวิจัยให้กับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ได้นั้นในการแกไขและพัฒนาอาหารหมักของไทยในระดับอุตสากรรมต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. สรุปสาระสําคัญนโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2545-2549) สํ านักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
2. ประสงค์สม ปุณยอุปพัทธ์, อดิศร เสวตวัฒน์ และวราวุฒิ ครูส่ง หลักการปฏิบัติที่ดีในการ ผลิตอาหารหมักพื้นบ้านไทย วารสารเกษตรพระจอมเกล้า คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีที่ 20 ฉบับที่ 3
3. นภา โล่ห์ทอง “กล้าเชื้ออาหารหมักและเทคโนโลยีการผลิต” ฟันนี่ พับบลิชชิ่ง,กรุงเทพฯ, 159 น.
Website อ้างอิง
1. http://www.nrct.net/index.php/member/transporent/modules.php?op=modload&name =Sections&file=index&req=viewarticle&artid=18&page=1 ภาพรวมการวิจัยของประเทศในช่วงปี 2540 – 2542 access date : 03/01/2008
------------------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.ประสงค์สม ปุณยอุปพัทธ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ที่มา http://www.foodsciencetoday.com/viewContent.php?content=textword&id=64
edit @ 1 Jul 2008 08:42:47 by กะทะเหล็ก
ได้ทำการย้ายเว็บไปที่ www.moomsci.com นะครับ
ตอนนี้ก็ถึงช่วงฤดูร้อนแล้วหลายๆท่านคงบรรเทาความร้อนด้วยการรับประทานไอศครีม วันนี้ผมจึงอยากจะนำเอาตำนานประวัติความเป็นมาของกำเนิดไอศครีมมาเล่าให้ท่านผู่อ่านได้รับทราบกันว่า ไอศครีมที่เราทานกันอยู่นั้นมีประวัติความเป็นมายาวนานเพียงได
ประวัติความเป็นมาของกำเนิดของไอศกรีมมีหลายตำนาน ตำนานแรกย้อนหลังไปสมัยศตวรรษที่ 1 จักรพรรดิเนโรห์ แห่งอาณาจักรโรมันได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่เหล่าทหารที่อยู่ในกองทัพ โดยทรงออกคำสั่งให้ทาสไปขุดน้ำแข็งจากภูเขานำมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ซึ่งต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ทหรือซอร์เบท์
อีกตำนานที่แพร่หลายมากกว่ามาจากฝั่งตะวันออกบอกว่ากลุ่มชนที่เป็นต้นกำเนิดไอศกรีมที่เก่าแก่ที่สุดคือ คนจีนโดยรู้จักการนำหิมะมาผสมกับน้ำผลไม้เมื่อราว 4 พันปีมาแล้ว ซึ่งไอศกรีมจะดูเหมือนนมขุ่นๆ แช่แข็ง ไม่ได้เป็นครีมนุ่มๆ อย่างทุกวันนี้ เนื่องจากตอนนั้นประเทศจีนเพิ่งจะเริ่มมีการรีดนมจากสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม นมจึงจัดเป็น อาหารที่มีราคาแพง พวกชนชั้นสูงจะนำนมไปหมกไว้ในหิมะเพื่อถนอมอาหารจนกลายเป็นนมแช่แข็ง หลังจากนั้นก็เริ่มพัฒนาทำน้ำผลไม้แช่แข็งรับประทานกัน พอถึงต้นศตวรรษที่ 13 ขนมแช่แข็งสารพัดชนิดก็มีวางขาย เข็นขายกันตามถนนและทุกซอกซอยทั่วกรุงปักกิ่ง ว่ากันว่าเป็นที่มาของน้ำแข็งใสในปัจจุบัน
จนปลายศตวรรษที่ 13 มาร์โคโปโลซึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตในจีนนาน 16-17 ปี ได้นำสูตรนี้กลับมาแพร่หลายในอิตาลีซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คนตะวันตกรู้จักการนำน้ำแข็งและเกลือมาเป็นส่วนผสมเพื่อทำให้เกิดความเย็น คนอิตาเลียนจึงถือว่าตนเป็นต้นตำรับไอศกรีมแบบที่นำมาปั่นให้เย็นจนแข็ง เรียกว่าเจลาติน
จากนั้นไอศกรีมเดินทางไปถึงฝรั่งเศส ในงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรส ระหว่างแคเธอรีน เดอ เมดิซี แห่งเวนิส กับว่าที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 แห่งฝรั่งเศสในปี1533 ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟของหวานแช่แข็งหลากรสแล้ว ยังมีการเสิร์ฟของหวานกึ่งแช่แข็งที่ทำจากครีมข้นหวานซึ่งมีลักษณะคล้ายไอศกรีมในปัจจุบัน
หลังจากที่หมอชาวสเปนในกรุงโรมคนหนึ่งได้พบเทคนิคพิเศษที่ว่า อุณหภูมิของ ส่วนผสมในการทำไอศกรีมแช่แข็งจะลดลงถึงจุด เยือกแข็งได้อย่างรวดเร็วขึ้น หากเติมดินประสิวลงในหิมะหรือน้ำแข็งที่อยู่รอบถัง เมื่อนั้นชาวฟลอเรนซ์จึงเป็นผู้ริเริ่มผลิตของหวานแช่แข็งที่ทำจากครีมล้วนๆ ชนิดแรกของโลก
ไอศกรีมเดินทางไปอังกฤษ จากบันทึกพบว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ทรงรับสั่งให้พ่อครัวทำไอศกรีมให้เสวยและให้เก็บเป็นความลับด้วย
ไอศกรีมข้ามไปอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนอเมริกันมาก ขนาดที่ว่า ประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน ลงทุนถึง 200 ดอลลาร์ซื้อเครื่องปั่นไอศกรีมไปทำกินเองในหน้าร้อน จากบันทึกพบว่า มีการเรียกขานคำว่า ไอศกรีม เป็นครั้งแรกในปี 1673 ตอนนั้นหน้าตาของไอศกรีมจัดเป็นประเภทเดียวกับไอซ์ทีหรือชาเย็น กับไอซ์คอฟฟี หรือกาแฟเย็น จึงตั้งชื่อคล้ายๆ กันแม้ว่าต่อมาหน้าตาของไอศกรีมจะเปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม
ในเมืองไทยไอศกรีมเข้ามาช่วงไหนไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าคงมาหลังสมัย ร.5 ซึ่งมีการผลิตนํ้าแข็งกินเอง ไอศกรีมตอนนั้น ทำจากนํ้าหวานหรือนํ้าผลไม้นำไปปั่นเย็นจนแข็ง ไม่มีนมหรือครีมผสมด้วย เรียกว่า "ไอติม" ใช้แรงคนในการปั่น โดยมีหม้อทองเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลาง 50-60 ซม.สูง 30 ซม.ภายในมีรูคล้ายลังถึงสำหรับเสียบกระบอกโลหะทรงกลมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. ภายในบรรจุนํ้าผลไม้หรือนํ้าหวาน กระบอกนี้คือแม่พิมพ์ที่ทำให้ไอติมเป็นแท่ง
ต่อมาบริษัทป๊อบผู้ผลิตไอศกรีมตราเป็ด ซึ่งเป็นผู้ผลิตไอศกรีมรายแรกของเมืองไทย ได้สั่งซื้อเครื่องทำไอศกรีมจากต่างประเทศ มาผลิตไอศกรีมได้ครั้งละมาก ๆ เน้นความสะอาดและคุณภาพ ทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและมีการพัฒนาเป็นไอศครีมที่มีรูปร่างและรสชาติหลากหลายจนถึงปัจจุบัน
------------------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย แมวเหมียว
ที่มา http://www.foodsciencetoday.com/viewContent.php?content=textword&id=55
edit @ 1 Jul 2008 08:43:41 by กะทะเหล็ก
ได้ทำการย้ายเว็บไปที่ www.moomsci.com
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ครับ
ดร. อรสา อ่อนจันทร์
นักวิทยาศาสตร์
กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
คำถามประจำวันสำหรับเด็ก คือ “วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง?” แต่คำถามประจำวันสำหรับผู้ใหญ่ในยุคนี้ คือ “วันนี้ราคาน้ำมันเป็นเท่าไหร่?” ภาพที่คุ้นตาทุกท่านเป็นอย่างดีทีเดียว คือ ปั๊มน้ำมันที่มีรถต่อคิวกันยาวเหยียดในตอนเย็น (จนล้นบริเวณปั๊ม) เมื่อมีข่าวว่าพรุ่งนี้ตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกาเป็นต้นไป ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีก 40 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งในบางช่วงนั้นเราได้ยินข่าวนี้เกือบทุกสัปดาห์เลยทีเดียว แย่ไปกว่านั้นอาจเป็นสองครั้งในบางสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ
ทั้งนี้เป็นเพราะเชื้อเพลิงที่ประเทศไทยใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงเป็นน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งราคาจะแปรผันตามสภาวะของตลาดน้ำมันโลก (เดี๋ยวขึ้น...เดี๋ยวลง) แน่นอนที่สุด ประเทศไทยไม่มีความสามารถ ที่จะควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันได้ ซึ่งรัฐบาลเองก็พยายามรณรงค์ให้คนไทยใช้น้ำมันอย่างประหยัดให้มากที่สุด เชื่อแน่ว่าทุกคนคงมีคำถามอยู่ในใจว่า “นี่เราไม่มีทางเลือกอื่นๆ
แล้วเหรอเนี่ย? หรือคนไทยอย่างเราๆ จะต้องอยู่ในสภาวะจำยอมอย่างนี้หรือ?”
นับว่าเป็นความโชคดีที่คนไทย ยังมีทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิง จากต่างประเทศได้นั่นคือ การนำก๊าซธรรมชาติ (จากแหล่งอ่าวไทย) มาใช้ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ไม่สร้างมลพิษให้กับสภาพแวดล้อม รวมทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้น้ำมันเสียอีกนะค่ะ
เรามารู้จักก๊าซธรรมชาติกันเถอะ!
ก๊าซธรรมชาติ คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอน และสิ่งเจือปนต่างๆในสภาวะก๊าซ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบในธรรมชาติ ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน เป็นต้น สิ่งเจือปนอื่นๆที่พบในก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไดซัลไฟด์ ฮีเลียม ไนโตรเจนและไอน้ำ เป็นต้น การที่ก๊าซธรรมชาติได้ชื่อว่าเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเนื่องจากเป็นสารที่มีส่วนประกอบของอะตอม 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน (H) กับ คาร์บอน (C) รวมตัวกันในสัดส่วนของอะตอมที่ต่างๆกัน โดยเริ่มตั้งแต่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันดับแรกที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอม กับ ไฮโดรเจน 4 อะตอม มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า "ก๊าซมีเทน"
ก๊าซธรรมชาติ ที่ได้จากแต่ละแหล่งอาจประกอบด้วยก๊าซมีเทนล้วนๆ หรืออาจจะมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆปนอยู่บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ แต่ละแห่งเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซธรรมชาติจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนตั้งแต่ 70 เปอร์เซนต์ขึ้นไป และมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นปนอยู่บ้าง ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยมีเทนและอีเทนเกือบทั้งหมด เรียกว่า “ก๊าซแห้ง (dry gas)” แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติใดมีพวก โพรเพน บิวเทน และพวกไฮโดรคาร์บอนเหลว หรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ เช่น เพนเทน เฮกเทน ฯลฯ ปนอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เรียกก๊าซธรรมชาตินี้ว่า “ก๊าซชื้น (wet gas)”
ก๊าซธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยมีเทนหรืออีเทน หรือที่เรียกว่าก๊าซแห้งนั้น จะมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ ดังนั้น การขนส่งจึงจำเป็นต้องวางท่อส่งก๊าซ ส่วนก๊าซชื้นที่มีโพรเพนและบิวเทน ซึ่งทั่วไปมีปนอยู่ประมาณ 4 – 8 เปอร์เซ็นต์ จะมีสถานะเป็นก๊าซ ที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เช่นกัน เราสามารถแยกโพรเพน และบิวเทน ออกจากก๊าซธรรมชาติได้ แล้วบรรจุลงในถังก๊าซ เรียกก๊าซนี้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas หรือ LPG ซึ่งก็คือ ก๊าซหุงต้มที่เราใช้กันในครัวที่บ้านนั่นเอง)
ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ ซึ่งเรียกกันว่า "คอนเดนเซท" (Condensate) คือ พวกไฮโดรคาร์บอนเหลว ได้แก่ เพนเทน เฮกเซน เฮปเทน และอ๊อกเทน ซึ่งมีสภาพเป็นของเหลว เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อ บนแท่นผลิต สามารถแยกออกจากก๊าซธรรมชาติ ได้บนแท่นผลิต การขนส่งอาจลำเลียงทางเรือหรือส่งไปตามท่อได้
องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ
(ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ ไฮโดรคาร์บอน เช่น น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
อยู่ด้านล่างของภาพ)
ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ?
ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากการสะสมและทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปี ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก จนซากสัตว์และซากพืชหรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด เราจึงเรียกเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิล
ในทางวิทยาศาสตร์ เรารู้กันดีว่า ต้นพืชและสัตว์ รวมทั้งคน ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ มากมาย เซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและธาตุคาร์บอนเป็นหลัก เวลาซากสัตว์และซากพืชทับถม และเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน พวกนี้จึงมีองค์ประกอบ ของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อนำไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้มาเผา จะให้พลังงานออกมาแบบเดียวกับที่เราเผาฟืน เพียงแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ให้ความร้อนมากกว่า
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/322
edit @ 1 Jul 2008 08:38:53 by กะทะเหล็ก